พบที่โบราณสถานปราสาทเขาน้อย อำเภอโคกปีบ (ปัจจุบันคืออำเภอศรีมโหสถ) จังหวัดปราจีนบุรี
พบที่เมืองโบราณศรีมโหสถ (Dong Si Maha Phot, a vicinity of Si Mahosot) ในเขตจังหวัดปราจีนบุรี โดยได้รับมอบจากคุณคิว เชียงทอง (Mr. Khiew Chiangthong) เมื่อวันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2524
พบที่ปราสาทสระกำแพงใหญ่ อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ หรือ พนมดงรัก / โบราณสถานในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ขุดพบจากแหล่งโบราณคดี เมืองโบราณศรีมโหสถ อำเภอศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี
ขุดพบที่เมืองโบราณศรีมโหสถ อำเภอศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี
ที่มา / แหล่งที่ค้นพบ: เมืองโบราณศรีมโหสถ อำเภอศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี
สิงห์ในศิลปะทวารวดีได้รับอิทธิพลจากศิลปะอินเดีย (เช่น ศิลปะคุปตะและหลังคุปตะ) มีเอกลักษณ์คือ รูปร่างนั่งหรือยืนผงาด อ้าปาก ปล่อยเครา ม้วนขดแผงคอ ลำตัวหนาแน่นแต่เส้นสายมีความอ่อนช้อย ไม่ดุดันเข้มขลังเท่าสิงห์แบบศิลปะขอม/เขมร
วัฒนธรรมทวารวดีในประเทศไทย (พบได้ตามแหล่งโบราณคดีและเมืองโบราณสมัยทวารวดีในภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น เมืองโบราณอู่ทอง เมืองโบราณศรีเทพ หรือนครปฐม)
พระพุทธรูปปางสมาธิแสดงถึงการเจริญสมาธิและการฝึกจิตให้สงบตามหลักพระพุทธศาสนา ลักษณะสำคัญคือการประทับนั่งขัดสมาธิ พระหัตถ์วางซ้อนกันบนพระเพลา และพระวรกายอยู่ในท่าที่สงบนิ่ง
องค์ในภาพมีการแกะสลักพระเกศาเป็นเม็ดกลมเรียงกัน พระพักตร์ค่อนข้างเต็ม พระกรรณยาว และมีแผ่นหินด้านหลังประดับลวดลายคล้ายประภามณฑล ลักษณะเหล่านี้เป็นรายละเอียดที่ใช้ประกอบการศึกษารูปแบบศิลปกรรมได้ แต่ไม่เพียงพอที่จะระบุอายุหรือแหล่งกำเนิดโดยลำพัง
ศิลาจารึกโบราณรูปทรงโค้งมนเป็นโบราณวัตถุประเภทจารึกบนหิน มีข้อความสลักอยู่บริเวณกึ่งกลางแผ่น ใช้เป็นหลักฐานในการบันทึกเรื่องราวในอดีต จารึกประเภทนี้มีคุณค่าต่อการศึกษาประวัติศาสตร์ ภาษา ศาสนา และวัฒนธรรมของชุมชนโบราณ อย่างไรก็ตาม ชื่อเฉพาะ อายุสมัย ชนิดวัสดุ และสถานที่ค้นพบของวัตถุชิ้นนี้ยังต้องตรวจสอบเพิ่มเติม
ธรรมจักรหินศิลปะทวารวดีเป็นโบราณวัตถุที่มีความสำคัญทางพระพุทธศาสนา ใช้เป็นสัญลักษณ์แทนพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า มีลักษณะเป็นวงล้อหินแกะสลัก ประกอบด้วยดุมล้อ ซี่ล้อ และขอบวงล้อที่ตกแต่งด้วยลวดลายประณีต ธรรมจักรประเภทนี้พบในแหล่งโบราณคดีหลายแห่งของประเทศไทย โดยเฉพาะบริเวณจังหวัดนครปฐมและสุพรรณบุรี มีอายุอยู่ในช่วงวัฒนธรรมทวารวดี อย่างไรก็ตาม อายุและแหล่งค้นพบของชิ้นในภาพยังต้องตรวจสอบจากป้ายจัดแสดงหรือทะเบียนโบราณวัตถุเพิ่มเติม
พระคเณศเป็นเทพที่ได้รับความเคารพอย่างแพร่หลายในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รูปเคารพมักแสดงพระองค์ในลักษณะเศียรช้าง มีงวงและพระวรกายคล้ายมนุษย์ บางองค์ประทับนั่งบนฐานหินและมีซุ้มหรือแผ่นหินอยู่ด้านหลัง ประติมากรรมพระคเณศโบราณมีคุณค่าต่อการศึกษาความเชื่อทางศาสนา ความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรม และพัฒนาการของศิลปกรรมในภูมิภาค การพิจารณารูปทรงเศียร เครื่องประดับ ท่าประทับ และลักษณะฐานสามารถช่วยเปรียบเทียบกับประติมากรรมที่มีอายุและแหล่งค้นพบชัดเจนได้
เศียรประติมากรรมหินเป็นหลักฐานที่ช่วยศึกษารูปแบบศิลปกรรมโบราณ ทั้งการแกะสลักใบหน้า การสร้างเครื่องประดับศีรษะ และคติความเชื่อทางศาสนาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างไรก็ตาม การระบุว่าเป็นพระศิวะ พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร หรือเทพองค์อื่น
ประติมากรรมชิ้นนี้แสดงให้เห็นถึงทักษะการแกะสลักหินของช่างโบราณ โดยมีการสร้างรูปบุคคลในท่านั่งขัดสมาธิ สวมเครื่องประดับและเครื่องประดับศีรษะ พร้อมแผ่นหินรองรับอยู่ด้านหลัง ลักษณะดังกล่าวพบได้ในประติมากรรมทางศาสนาของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งอาจสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นรูปเคารพหรือประดับศาสนสถาน ประติมากรรมประเภทนี้มีคุณค่าต่อการศึกษารูปแบบศิลปกรรม ความเชื่อ และพัฒนาการทางศาสนาในอดีต
จารึกศรีจนาศะสร้างขึ้นในมหาศักราช 859 ตรงกับ พ.ศ. 1480 หรือ ค.ศ. 937 นับเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่มีความสำคัญต่อการศึกษารัฐโบราณในบริเวณที่ราบสูงโคราชและภาคกลางของประเทศไทย จารึกมีทั้งหมด 2 ด้าน รวม 35 บรรทัด ด้านที่ 1 จำนวน 18 บรรทัด ใช้ภาษาสันสกฤต กล่าวสรรเสริญพระศิวะและพระนางปารวตี พร้อมบันทึกรายพระนามกษัตริย์แห่งศรีจนาศะ ได้แก่ พระเจ้าภคทัตต์ พระเจ้าศรีสุนทรปรากรม พระเจ้าศรีสุนทรวรมัน พระเจ้านรปติสิงหวรมัน และพระเจ้าศรีมังคลวรมัน ส่วนด้านที่ 2 จำนวน 17 บรรทัด เป็นภาษาเขมรโบราณ กล่าวถึงรายชื่อข้าทาส